พื้นที่อับอากาศ (Confined Space) เช่น ถังเก็บน้ำใต้ดิน, บ่อบำบัดน้ำเสีย, ห้องใต้ดิน หรือท่อระบายน้ำ เป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการขาดออกซิเจน การสะสมของก๊าซพิษ หรือการเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง ดังนั้นการจัดการด้านการระบายอากาศจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง หนึ่งในอุปกรณ์หลักที่ใช้กันอย่างแพร่หลายคือ Blower หรือเครื่องระบายอากาศที่มีทั้งแบบไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) และไฟฟ้ากระแสตรง (DC/แบตเตอรี่)
Blower คืออะไร?
Blower (โบลเวอร์) คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ในการเป่าหรือดูดอากาศเพื่อเคลื่อนย้ายมวลอากาศจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง โดยอาศัยแรงกลในการเพิ่มแรงดันและอัตราการไหลของอากาศ ซึ่งต่างจากพัดลมทั่วไปที่เน้นการระบายอากาศแบบกระจายตัวในพื้นที่เปิด Blower จะเน้นการระบายอากาศแบบมีทิศทางที่ชัดเจน โดยเฉพาะในพื้นที่ปิดหรืออับอากาศที่ต้องการการหมุนเวียนของอากาศอย่างต่อเนื่องเพื่อความปลอดภัยในการทำงาน
โครงสร้างพื้นฐานของ Blower จะประกอบด้วยมอเตอร์ขับเคลื่อน ใบพัด หรือใบพัดแรงเหวี่ยง (centrifugal or axial impeller) และท่อส่งอากาศ โดยสามารถจำแนกประเภทของ Blower ได้เป็น 2 ประเภทหลักตามทิศทางการไหลของอากาศ คือ
-
Axial Blower: เป็นแบบที่ลมเคลื่อนที่ขนานไปกับเพลาของใบพัด เหมาะกับงานที่ต้องการปริมาณลมสูงแต่แรงดันต่ำ
-
Centrifugal Blower: เป็นแบบที่ลมเคลื่อนที่ออกจากกึ่งกลางใบพัดไปยังขอบด้านนอก ทำให้ได้แรงดันลมสูง เหมาะกับงานที่ต้องการส่งลมในระยะทางไกลหรือมีแรงต้านทานสูง
ทำไม Blower ถึงสำคัญกับการทำงานในพื้นที่อับอากาศ?
ในบริบทของการทำงานในพื้นที่อับอากาศ เช่น ถังบำบัดน้ำเสีย ท่อใต้ดิน ห้องใต้ดิน หรือแทงก์เคมี Blower ทำหน้าที่สำคัญในการ:
-
หมุนเวียนอากาศและลดความเข้มข้นของสารพิษ เช่น ก๊าซไข่เน่า (H₂S), ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) หรือก๊าซไวไฟอื่น ๆ
-
เพิ่มออกซิเจนในอากาศ เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถหายใจได้โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ช่วยหายใจในบางกรณี
-
ลดอุณหภูมิหรือความร้อนในพื้นที่จำกัด เพื่อป้องกันความล้าจากความร้อนหรือ Heat Stress
ตามข้อกำหนดของกฎหมายความปลอดภัยในการทำงานในที่อับอากาศ (เช่น ตามประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน) พื้นที่ที่มีความเสี่ยงในการขาดอากาศหรือมีการสะสมของสารพิษ ต้องมีการระบายอากาศให้เหมาะสมก่อนให้ผู้ปฏิบัติงานเข้าไปทำงาน และ Blower เป็นหนึ่งในเครื่องมือหลักที่ใช้ในกระบวนการดังกล่าว
ปัจจัยในการเลือกใช้ชนิด Blower
1. เลือก Blower จากกำลังลม (Airflow Rate – CFM)
CFM (Cubic Feet per Minute) คือหน่วยที่ใช้วัดปริมาณอากาศที่เครื่อง Blower สามารถเป่าหรือดูดได้ต่อหนึ่งนาที ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการระบายอากาศ
- Blower แบบ AC: มีแรงดันไฟฟ้าคงที่และสามารถให้กำลังลมสูงกว่าแบบ DC เนื่องจากไม่ได้จำกัดด้วยกำลังของแบตเตอรี่ เครื่อง AC ขนาดกลางถึงใหญ่สามารถให้กำลังลมตั้งแต่ 1500 ถึง 4000 CFM
- Blower แบบ DC (แบตเตอรี่): แม้ว่าเทคโนโลยีแบตเตอรี่จะพัฒนาอย่างมาก แต่กำลังลมของเครื่องแบบ DC ยังน้อยกว่าแบบ AC อยู่ โดยทั่วไปอยู่ในช่วง 800 – 2000 CFM
สำหรับพื้นที่อับอากาศที่มีปริมาตร 100 ลูกบาศก์เมตร (ประมาณ 3531 ลูกบาศก์ฟุต) การหมุนเวียนอากาศที่เหมาะสมควรอยู่ที่ประมาณ 6-10 เท่าของปริมาตรต่อชั่วโมง (ประมาณ 350 – 600 CFM) >> อ่านเพิ่มเติม หาค่า CFM ที่เหมาะกับพื้นที่อับอากาศ
สรุป: หากงานต้องการกำลังลมสูงและต่อเนื่อง เช่น ระบายก๊าซหรือสารเคมีที่เป็นอันตราย Blower แบบ AC จะเหมาะสมกว่า
2. ความสะดวกในการพกพาและความสะดวกในการใช้งาน
- Blower แบบ AC: ต้องเชื่อมต่อกับแหล่งจ่ายไฟฟ้า ทำให้มีข้อจำกัดเรื่องการเคลื่อนย้าย โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลหรือไม่มีไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม Blower แบบ AC มักมีล้อและโครงสร้างแข็งแรง ทำให้เคลื่อนย้ายในระยะสั้นได้ง่าย
- Blower แบบ DC (แบตเตอรี่): ได้เปรียบในด้านการพกพาเพราะไม่ต้องพึ่งพาแหล่งไฟฟ้าภายนอก ใช้ได้ทันทีในพื้นที่ที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง หรือในภารกิจฉุกเฉิน เช่น การช่วยเหลือในพื้นที่เกิดอุบัติเหตุ
สรุป: หากหน้างานอยู่ในพื้นที่จำกัดหรือเข้าถึงยาก เช่น บ่อบำบัดกลางทุ่ง Blower แบบแบตเตอรี่จะให้ความคล่องตัวมากกว่า
3. ความทนทานและอายุการใช้งาน
- Blower แบบ AC: เนื่องจากออกแบบมาสำหรับการใช้งานหนักและต่อเนื่อง อายุการใช้งานยาวนานกว่า และสามารถทำงานได้ต่อเนื่องเป็นชั่วโมงหรือตลอดวันโดยไม่ต้องพัก
- Blower แบบ DC (แบตเตอรี่): จุดอ่อนหลักคืออายุแบตเตอรี่ โดยทั่วไปจะทำงานได้ 2-4 ชั่วโมงต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง และต้องมีการเปลี่ยนหรือชาร์จแบตเป็นระยะ นอกจากนี้ แบตเตอรี่มีอายุจำกัดประมาณ 300-500 รอบการชาร์จ
สรุป: สำหรับการใช้งานระยะยาวแบบต่อเนื่อง Blower แบบ AC มีความทนทานและประหยัดระยะยาวกว่า
4. ความเหมาะสมกับพื้นที่ที่ไม่มีไฟฟ้าหรือพื้นที่ห่างไกล
- Blower แบบ AC: ไม่สามารถทำงานได้หากไม่มีแหล่งจ่ายไฟฟ้า ดังนั้นจึงไม่เหมาะกับพื้นที่ที่อยู่ห่างจากสายไฟฟ้าหลัก เว้นแต่ว่าจะใช้ร่วมกับเครื่องปั่นไฟ
- Blower แบบ DC: เหมาะกับพื้นที่ที่ไม่มีไฟฟ้าอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในงานภาคสนาม หรือหน้างานก่อสร้างที่ยังไม่ติดตั้งระบบไฟถาวร
การวางแผนเข้าพื้นที่อับอากาศควรคำนึงถึงความต่อเนื่องของพลังงานลมอย่างน้อย 20 นาทีล่วงหน้าก่อนเข้าพื้นที่ เพื่อให้แน่ใจว่าอากาศในพื้นที่สะอาดและมีออกซิเจนเพียงพอ
คำแนะนำในการจัดเตรียม Power Supply สำรองสำหรับหน้างานจริง
ไม่ว่าจะใช้ Blower แบบ AC หรือ DC การเตรียมความพร้อมเรื่องแหล่งพลังงานเป็นสิ่งจำเป็น
1.. สำหรับ Blower แบบ AC:
- ตรวจสอบว่าแหล่งจ่ายไฟมีความเสถียรหรือไม่ (220V/50Hz ในไทย)
- พิจารณาใช้ เครื่องปั่นไฟ (Generator) ขนาด 3-5 kW เป็นแหล่งสำรองในกรณีฉุกเฉิน
- ตรวจสอบสายไฟและปลั๊กต่อพ่วงให้พร้อมใช้งาน มีการพันเทปกันน้ำ กันฝนตามมาตรฐาน
2. สำหรับ Blower แบบ DC:
- เตรียม แบตเตอรี่สำรอง อย่างน้อย 1-2 ก้อนต่อเครื่อง
- ชาร์จเต็มแบตเตอรี่ทุกก้อนก่อนเข้าพื้นที่
- หากมีเครื่องชาร์จแบบเร็ว (Fast Charger) ควรพกติดรถไว้เสมอ
3. แผนสำรองอื่นๆ:
- มี Blower สำรองอีก 1 ชุด พร้อมใช้งานกรณีเครื่องหลักมีปัญหา
- ติดตั้ง Gas Detector ตรวจสอบปริมาณออกซิเจนและก๊าซพิษระหว่างปฏิบัติงาน
สรุป
ในการทำงานที่อับอากาศควรตรวจสอบการรับรองมาตรฐานอุปกรณ์จากผู้ผลิต และอบรมการใช้งานให้กับเจ้าหน้าที่ภาคสนามทุกครั้งก่อนลงพื้นที่จริง ในส่วนของจะเลือกใช้งาน Bower แบบไหนนั้นเราได้สรุปตามรางดังนี้
คุณสมบัติ | Blower แบบ AC | Blower แบบ DC (แบตเตอรี่) |
---|---|---|
กำลังลม (CFM) | สูง (1500-4000) | ปานกลาง (800-2000) |
การพกพา | ปานกลาง | ดีเยี่ยม |
ความทนทาน | ดีเยี่ยม | ปานกลาง (ขึ้นอยู่กับแบตเตอรี่) |
ใช้กับพื้นที่ไม่มีไฟฟ้า | ไม่เหมาะ (ยกเว้นใช้ Generator) | เหมาะสมมาก |
อายุการใช้งานต่อเนื่อง | ได้ทั้งวัน | 2-4 ชั่วโมงต่อแบต 1 ก้อน |
ข้อแนะนำ: หากงานอยู่ในพื้นที่มีไฟฟ้าและต้องทำงานต่อเนื่องยาวนาน ใช้แบบ AC จะมีประสิทธิภาพและประหยัดต้นทุนระยะยาว แต่ถ้าคุณทำงานในที่ห่างไกลหรือมีข้อจำกัดด้านการเข้าถึงไฟฟ้า Blower แบบ DC คือคำตอบที่เหมาะสมกว่า
สนใจอบรมผู้ที่ต้องทำงานในที่อับอากาศ
หากคุณหรือองค์กรของคุณมีภารกิจที่เกี่ยวข้องกับการทำงานในที่อับอากาศ เช่น งานบำบัดน้ำเสีย, งานในโรงงาน, งานในระบบท่อ หรือพื้นที่จำกัดต่าง ๆ การอบรมความรู้และความปลอดภัยคือสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม
ติดต่ออบรมหลักสูตร “4 ผู้ที่อับอากาศ” กับทีมวิทยากรมืออาชีพจาก เซฟตี้เมมเบอร์ ที่มีประสบการณ์ตรงจากภาคสนาม พร้อมเนื้อหาครอบคลุม ปฏิบัติได้จริง และได้รับใบรับรองตามกฎหมาย
📞 ติดต่อสอบถามและจองรอบอบรมได้ที่
- โทร : 064 958 7451 คุณแนน
- อีเมล : [email protected]
อ้างอิง
- OSHA 29 CFR 1910.146 – Permit-Required Confined Spaces
- NIOSH – Recommendations for Air Flow in Confined Spaces
- มาตรฐานความปลอดภัยในการทำงานในที่อับอากาศ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
- Technical Handbook: Portable Ventilation Blowers – Allegro Industries
- คู่มือการเลือกใช้เครื่องเป่าลมในงานความปลอดภัย บริษัท 3M ประเทศไทย
บทความที่น่าสนใจ
- NFPA 1981 มาตรฐาน SCBA เพื่อความปลอดภัย
- ความปลอดภัยในการทำงานที่อับอากาศ หมายถึงอะไร
- วิธีใช้ SCBA สำหรับผู้ปฏิบัติงานในที่อับอากาศ
- อุปกรณ์ที่ใช้ในการทำงานที่อับอากาศ ที่จำเป็นต้องมีอะไรบ้าง